superslot

Netflix จากร้านเช่าวิดีโอ กลายมาเป็นธุรกิจสตรีมมิ่ง ได้อย่างไร

Netflix ในเวลานี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก เน็ตฟริก ผู้ให้บริการวีดีโอสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ ผู้ Disrupt วงการเช่าหนังไปทั่วโลก เน็ตฟริก ช่วยให้คนรับชมภาพยนต์ในสังกัดต่างๆ ได้ มากมาย และสามารถดูอยู่ที่ไหนก็ได้ด้วย ไม่ว่าจะบ้านหรือข้างนอก ในราคาที่ 280 บาท ต่อเดือน แบบไม่อั้น สถิติปี ค.ศ. 2018

  • เน็ตฟริก มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 151 ล้านบัญชี
  • สมาชิก 58% ไม่ได้อยู่ในสหรัฐอเมริกา
  • มีรายได้สูงถึง 15.8 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

แต่กว่าที่ เน็ตฟริก จะมาถึงจุดนี้ ทั้งผู้ก่อตั้งและผู้ร่วมก่อตั้ง ก็เคยทุลักทุเลจนเกือบเอาธุรกิจไม่รอด เคยถูกปฏิเสธการลงทุนจาก Jeff Bezos แห่ง Amazon เบอร์หนึ่งแพลทฟอร์มออนไลน์ (บางแหล่งข่าวบอกว่า เน็ตฟริก เป็นฝ่ายปฏิเสธ) และจาก John Antioco อดีต CEO ของบริษัท Blockbuster เบอร์หนึ่งธุรกิจให้เช่าวีดีโอออฟไลน์

บทความนี้ จะเล่าเรื่องราวของ เน็ตฟริก จากร้านเช่าวิดีโอ กลายมาเป็นธุรกิจสตรีมมิ่ง ได้อย่างไร ให้ฟังเข้าใจง่ายๆ

โมเดลธุรกิจดี แต่เทคโนโลยียังไม่อำนวย

Reed Hastings และ Marc Randolph คู่หูบัดดี้ที่ร่วมกันก่อตั้ง เน็ตฟริก ขึ้นมา ทั้งคู่ได้ค้นพบว่า ‘กำไร’ ของธุรกิจร้านเช่าวีดีโอมาจาก ‘ค่าปรับ’ พวกเขาต้องการปฏิวัติโมเดลธุรกิจร้านเช่า โดยสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจนี้ และต้องการ Disrupt ธุรกิจเช่าหนังมาเป็นระบบออนไลน์เพื่อตัดปัญหาเรื่อง ค่าปรับ ออกไปจากสารบบ แต่ ‘เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต’ สมัยนั้นยังไม่อำนวยทั้งความเสถียรและความเร็ว พวกเขาจึงทำได้เพียงก้าวแรกที่แตกต่างจากร้านเช่าวีดีโอทั่วไป คือ การให้เช่าวีดีโอแบบ Membership / Subscription model

วิกฤต Dot-Com Crash นายทุนไม่กล้าลงทุนด้วย

โชคร้าย ในปี 1999 เกิดวิกฤต Dot-Com Crash บริษัทเทคโนโลยีและกิจการออนไลน์ต่างๆ ล้มไม่เป็นท่าและหมดความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน เน็ตฟริก จึงโดนถูกปฏิเสธการสนับสนุนจากนายทุน หนึ่งในนั้นยังรวมไปถึง Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon.com ส่งผลให้สถานะทางการเงินของ เน็ตฟริก ฝืดเคืองสุดๆ

Netflix ติดต่อ Blockbuster เพื่อขอดีลธุรกิจ ต่อลมหายใจให้ตนเอง

โมเดลธุรกิจเช่าภาพยนต์ไม่อั้นผ่านระบบ Membership/ Subscription ของ เน็ตฟริก ไปได้สวย และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี ค.ศ. 2000 มีจำนวนสมาชิกในระบบถึง 300,000 บัญชี – ปัญหาอย่างเดียว คือ มันไม่สร้างกำไร

เขาจึงติดต่อไปหา คู่แข่งเบอร์ 1 อย่าง Blockbuster ผู้ให้บริการเช่าภาพยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในฝั่ง Offline เพื่อหวังจับมือร่วมทุนขยายกิจการด้วยกันหลังจากความพยายามติดต่ออยู่เป็นเดือน ในที่สุด Blockbuster ก็รับนัด แต่เวลานัดหมายนั้นกระชั้นชิดมาก และมีค่าเที่ยวบินสูงถึง 20,000 ดอลล่าร์ ไม่รู้จะไปทันหรือไม่ และไม่รู้ว่าผลลัพธ์ในการเจรจาจะเป็นอย่างไร Reed Hasting ให้สติคู่หูของเขาว่า การยกเลิกนัดเพื่อเก็บเงิน 20,000 ดอลล่าร์นี้ไว้ก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเขารวยขึ้น

ฝันสลาย

John Antioco ซีอีโอ บริษัท Blockbuster เป็นผู้นำการเจรจาในครั้งนี้แต่งกายหรูหรา โดยร้องเท้าเพียงคู่เดียวของเขาก็มีราคาเท่ากับรถยนต์ทั้งคัน!

ทันทีที่เริ่มพูดคุย Reed Hasting ไม่รอช้าที่จะขายฝันโมเดลธุรกิจ เน็ตฟริก เพื่อหวังโน้มน้าวใจให้ร่วมลงทุนในกิจการ โดยเขาเสนอว่า เน็ตฟริก จะเข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาธุรกิจเช่าวีดีโอในฝั่งออนไลน์ให้แก่ Blockbuster

แต่แล้วผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสองต้องพบกับคำพูดอันเจ็บปวดจาก ซีอีโอ John Antioco –

“The dot-com hysteria is completely overblown” แปลว่า “หมดยุคความกระสันต์ในวงการดอทคอมแล้ว”

จากนั้นที่ปรึกษาประจำตัว ซีอีโอ John Antioco ก็สาธยายความเลวร้ายของกลุ่มธุรกิจ Dot-Com เสียยับเยินจน Marc Randolph คิดว่าการเจรจาในครั้งนี้มันจบแล้ว แต่ Reed Hasting ยังคงมองบวกและโน้มน้าวต่อไป จนกระทั่งถูกที่ปรึกษาฯ ของ Blockbuster ตัดบท –

“If we were to buy you, what were you thinking? I mean, a number” หรือประมาณว่า “(พวกคุณ) จะเอาเงินเท่าไร” – ที่ปรึกษาซีอีโอถาม

“50 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ” – Reed Hasting ตอบ

ในขณะที่ John Antioco อมยิ่มที่มุมปาก อาการนั้นทำให้ Marc Randolph มั่นใจว่าการนัดหมายครั้งนี้น่าจะไม่ใช่การเรียก Netflix มาคุยเพื่อร่วมงานกัน แต่น่าจะเป็นการเรียกมาบดขยี้มากกว่า และก็เป็นไปตามที่คาด คือ ดีลล่ม

Disrupt!

เน็ตฟริก ก็ยังคงทำธุรกิจเช่าวีดีโอระบบ Membership/ subscription ต่อมา จนกระทั่ง ในปี 2002 พวกเขานำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์สำเร็จ ทำให้มีเงินมากพอที่จะนำมาพัฒนาธุรกิจ หนึ่งในโคตรการก็คือ เน็ตฟริก box ที่สามารถทำให้สมาชิกดาวน์โหลดหนังผ่านทางออนไลน์ได้ แต่จะใช้เวลาดาวน์โหลดประมาณ 1 วัน

ในปี 2005 Youtube เว็บวิดีโอสตรีมมิงที่ได้รับความนิยมกันอย่างกัน เน็ตฟริก จึงคิดได้ว่า ที่จริงแล้วผู้ชมไม่ได้คาดหวังว่าคุณภาพจะต้องดีเทียบเท่าแผ่น DVD ก็ได้

เน็ตฟริก จึงได้ทำการพัฒนาระบบออนไลน์สตรีมมิงของตัวเองและเปิดตัว เน็ตฟริก เวอร์ชั่นออนไลน์อย่างเต็มตัว 100% ในปี 2007 จึงย้ายฐานสมาชิกที่ใช้บริการ มาอยู่บน เน็ตฟริก streaming แบบใหม่ได้ทันที และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการ Disrupt วงการเช่าภาพยนต์

ปิดฉาก Blockbuster และ เปิดตำนาน Netflix

หลังจากเริ่มออนไลน์สตรีมมิง 100% ในปี 2007 เพียง 2 ปี เน็ตฟริก ก็ขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และมีการเติบโตของฐานผู้ใช้งาน และ รายได้แบบเกือบ 100% ต่อปี หรือมากกว่า 100% ในบางปี

ปี 2010 คือปี เน็ตฟริก ขยายตัวออกสู่ตลาดโลก ในขณะที่ Blockbuster กำลังเข้าสู่สภาวะล้มละลาย และในปี 2014 เมื่อ เน็ตฟริก มีรายได้ทะลุ 5 พันล้านดอลล่าร์ และเป็นปีที่ Blockbuster สาขาสุดท้ายได้ปิดตัวลง ปิดฉากมหาอำนาจในธุรกิจเช่าวีดีโออันดับ 1 ของโลกที่ครั้งหนึ่งเคยมีจำนวนสูงสุดถึงประมาณ 9,100 สาขาทั่วโลก อย่างเป็นทางการ

สรุป

เรื่องราวของ เน็ตฟริก ได้ให้ข้อคิดกับคุณว่า วิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการสำคัญมาก และระหว่างรอ เวลา-จังหวะ-โอกาส ของคุณจะมาถึง คุณต้องผ่านวันนี้ไปให้ได้

บทความโดย

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ